วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559

ประเภทของโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน


ประเภทของโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน

แบ่งได้เป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้

1. Basic Phone  อันดับแรกมาเริ่มที่ เบสิคโฟนกันก่อน สำหรับเบสิคโฟนก็ตามตัวเลยค่ะ เป็นโทรศัพท์ทั่วไป เพียงแค่มีฟังก์ชั่นพื้นฐานในการเป็นโทรศัพท์ นั่นคือการโทรออกรับสาย ก็เป็นเบสิคโฟนได้แล้ว จะเป็นมือถือจอสีหรือขาว-ดำก็ได้ ตัวอย่างเช่น Nokia 3315 (รุ่นยอดนิยม) Motorola C115 เป็นต้น

2. Smart Phone  สมาร์ทโฟนคือโทรศัพท์ที่รองรับระบบปฏิบัติการต่างๆ ที่ย่อเอาความสามารถในการรับส่งข้อมูล ดูหนัง ฟังเพลง การจัดการไฟล์ต่างๆ ที่เทียบได้กับคอมพิวเตอร์พื้นฐานย่อมๆตัวหนึ่ง ทำให้โทรศัพท์มือถือได้เพิ่มความสามารถมากไปกว่าการโทรออกรับสาย สมาร์ทโฟนนั้นอาจแบ่งย่อยได้อีกดังจะกล่าวต่อไป ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีระบบที่แตกต่างกัน แล้วแต่การผลิตของแต่ละยี่ห้อ
แต่จะว่าไปคำว่าสมาร์ทโฟนก็อาจเข้าใจได้อีกแบบคือความสมาร์ทแบบที่ไม่ได้ด้วยทฤษฏีหรือระบบปฏิบัติการณ์ หรือบางคนอาจเรียกได้ว่า Semi Smart Phone คือโทรศัพท์ที่มีคุณสมบัติความเป็นสมาร์ทโฟนอยู่ในตัว อย่างเช่น S700i บางคนอาจถือได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนตัวนึงเลยค่ะ

3. Symbian Phone  ซิมเบี้ยนเป็นสมาร์ทโฟนแบบหนึ่ง เป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน สาเหตุหลักๆก็คงเป็นเพราะหนึ่งในหุ้นนั้นคือบริษัทโนเกียเจ้าแห่งมือถือในปัจจุบัน ซิมเบี้ยนเกิดขึ้นจากการร่วมกันพัฒนาระหว่างบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Nokia ,Ericsson, Motorola, และ PSION ในปี 1998 ในปีต่อๆมาบริษัท Panasonic , Sony ,Sanyo ,Kenwood ก็เข้ามาร่วมด้วย โทรศัพท์ Symbian Phone เครื่องแรกเปิดตัวในปี 2001 นั่นคือรุ่น Ericsson R380s ซึ่งถือเป็นการเปิดฉากได้อย่างงดงามในต่างประเทศ แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในประเทศไทย ซิ้มเบี้ยนได้รับความนิยมมากจึงมีโปรแกรมรองรับออกมามาก ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมที่เกี่ยวกับการจัดการงานต่างๆ หรือ เกมส์ก็มีออกมาให้เลือกเล่นเยอะทีเดียวค่ะ ตัวอย่างของโทรศัพท์ซิมเบี้ยนก็เช่น Nokia 7610, Nokia 6680 , Siemens SX 1, Panasonic X700

4. PDA Phone พีดีเอโฟน เป็นการนำเอาความเป็นโทรศัพท์มือถือไปใส่รวมกับพีดีเอซึ่งเรียกได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์พกพา เครื่องช่วยจัดการข้อมูลส่วนตัว PDAs ( Personal Digital Assistance) เป็นเหมือนคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก สามารถใช้งานได้หลายอย่างทั้ง Organizer, ใช้งาน internet, E-mail , เครื่องเล่น MP3 , กล้อง Digital , อ่าน E-Book , ดิกชันนารี สามารถจัดการโอนถ่ายข้อมูล (Sync) ผ่านทางคอมพิวเตอร์ได้ พีดีเอมีระบบปฏิบัติการของตัวเองเช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ ในขณะนี้มีหลักๆจาก 2 ค่ายนั่นคือ
- PPC Phone Pocket PC ถูกพัฒนามาจากค่อยไมโครซอฟท์ ได้รับความนิยมมากในสำหรับตลาด PDA มีผู้ใช้งานมาก ใช้งานง่าย คล้ายกับคอมพิวเตอร์ ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows CE นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วยังสามารถแก้ไขและจัดการกับงานออฟฟิศเหมือนในคอมพิวเตอร์อย่าง Word, Excel ได้อย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น O2 mini, O2 XDA IIs

- Palm Phone ใช้งานด้วยระบบปฏิบัติการ Palm Os พัฒนามาจากบริษัท Palm การใช้งานในส่วนต่างๆนั้นจะเหมือนย่อมาจาก PDA ภาพรวมของมือถือจาก Palm เลยจะมีจุดเด่นอยู่ที่คุณสมบัติการเป็น Organizer ที่ดี Palm Os นี้มีอยู่ในโทรศัพท์ของ Palm เอง เช่น
Palm Xplore G88/G18, Palm One Treo650

5. Multimedia Phone มัลติมีเดียโฟนคือ โทรศัพท์ที่มีคุณสมบัติในการดูหนัง ฟังเพลง และ ทางด้านความบันเทิงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพส่งออกทาง mms การสร้างสีสันต่างๆให้กับโทรศัพท์ที่ไม่ใช่เพียงการโทรดออกรับสายและไม่ได้เน้นไปในทางการจัดการไฟล์และการเตือนการนัดหมาย ในปัจจุบันได้รับความนิยมมาก สังเกตุได้จากว่ามีโทรศัพท์ประเภทนี้ออกมามาก แต่ละรุ่นพยายามรวมความเป็นมัลติมีเดียออกมาให้ได้มากๆ เพื่อให้ผู้ใช้ได้เลือกการใช้งานได้อย่างหลากหลาย สิ่งที่มักมาควบคู่กับมัลติมีเดียโฟนคือหน่วยความจำต่างๆเพื่อให้เพียงพอต่อการบันทึกไฟล์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาพหรือเพลง ตัวอย่างเช่น Sony Ericsson S700i, Nokia 6230i , Motorola E680

6. Camera Phone ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือติดกล้องหรือ Camera phone เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น คุณภาพของภาพถ่ายและความละเอียดก็ถูกพัฒนาขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มคุณสมบัติหลายๆอย่างเข้าไปให้เปรียบเสมือนกล้องดิจิตอลทั่วๆไปไม่ว่าจะเป็น โหมดมาโคร ที่ใช้ในการถ่ายภาพระยะใกล้ , การ Zoom, Flash หรือไฟช่วยส่องสว่าง การใส่กรอป ปรับสี ปรับแสงของภาพ หรือแม้แต่การถ่ายภาพเคลื่อนไหวหรือวีดีโอ และยังไม่ลืมคิดถึงรายละเอียดในการใช้งานอย่างการโอนถ่ายข้อมูลและการเพิ่มหน่วยความจำแบบต่างๆทำให้การเก็บรูปมีเนื้อที่มากขึ้นเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน ตัวอย่างเช่น Sharp Gx32 ซึ่งแม้จะออกมาปีกว่าแล้วก็ยังคงเป็นที่หนึ่งของ Camera Phone ในตลาด Gsm อยู่ , Samsung D500 , Sagem My-x-8

7. Fashion Phone สิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจหลักของการเลือกซื้อมือถือก็คงจะไม่พ้นดีไซน์ของตัวเครื่องล่ะค่ะ แฟชั่นโฟนจึงเป็นโทรศัพท์อีกประเภทที่ถือว่าได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยทั่วไปจะถูกออกแบบมาฉีกแนว แปลกออกจากความเป็นโทรศัพท์ออกไป เช่นการเรียงปุ่มในแนวแปลกๆ หรือการออกแบบรูปร่างให้ไม่เหมือนใคร มีไสตล์ เรียกได้ว่าบางรุ่นเห็นแล้วอาจจะไม่คิดว่าเป็นโทรศัพท์ได้เลย อย่างเช่น Nokia 7280 ที่ไม่มีปุ่มกดตัวเลขเลยมีเพียง softkey ปุ่มโทรออกวางสายและปุ่มวงกลมที่ใช้หมุนในการเลือกตัวเลขหรือตัวหนังสือ เรียกได้ว่าเป็น Real Fashion Phone จริงๆ ส่วนมากแฟชั่นโฟนจะออกแบบมาอย่างพิถีพิถันทุกๆด้านไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่อง ปุ่มกด หรืออุปกรณ์เสริมต่างๆ อย่างชุดหูฟัง ซองหนัง ที่สำคัญราคาเปิดตัวก็มักออกมาสูงด้วย ^^ อย่างโนเกียก็จะเป็นพวก Series 7 ทั้งหลายเช่น 7600 7610 7280 7270 ยี่ห้ออื่นๆก็เช่น Siemens Xelibre

8. messaging Phone มีอยู่ช่วงหนึ่งการส่งข้อความถือเป็นที่นิยมมาก ก็เลยมีการออก messaging Phone มาตอบสนองความต้องการสำหรับผู้ใช้งาน จุดเด่นก็คือการมีปุ่มกดครบหรือเกือบครบทุกตัว เอื้อประโยชน์กับการพิมพ์ข้อความค่ะ เช่น Nokia 6820, 6800, 5100 , Siemens SK 65

9. High-End Phone โทรศัพท์มือถือ แบบ High-End เป็นโทรศัพท์ที่ออกแบบมาให้ดูหรูหรา ฟังก์ชั่นการใช้งานมักไม่ซับซ้อนเท่าใด เน้นการออกแบบและวัสดุที่นำมาใช้ดูทันสมัยและหรูหรา ตัวอย่างก็เช่น Nokia 8910i , Motorola V3RaZ-R , Mobiado, Vertu


อ้างอิง  http://www.ubmthai.com/leksoundsmf3/index.php?topic=5598.0


วิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือ



วิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือ





พัฒนาการของโทรศัพท์มือถือ
สามารถแบ่งยุคของการพัฒนา


ยุค 1G (1st Generation) 
เริ่มตั้งแต่ยุคแรก ระบบยังเป็นระบบอะนาล็อก (Analog) และมีการแบ่งความถี่ออกมาเป็นช่องเล็กๆ ในยุคนี้เราสามารถใช้งานทางด้าน Voice ได้เพียงอย่างเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้ผู้ใช้ก็ยังไม่ได้มีความต้องการที่จะใช้บริการประเภทอื่น

ยุค 2G (2nd Generation) 

เนื่องจากผู้ใช้มีความต้องการและความหลากหลายด้าน การบริการมากขึ้น จึงได้มีการ
พัฒนาการส่งคลื่นทางคลื่นวิทยุจากแบบอะนาล็อกมาเป็นแบบ digital ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานทางด้านข้อมูลได้นอกเหนือจากบริการเสียง ทำให้ยุคนี้กลายเป็นยุคเฟื่องฟูของโทรศัพท์มือถือ และเพราะการให้บริการทางด้านข้อมูลทำให้เกิดบริการอื่นๆ ที่ตามมมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นDownload Ringtone Wallpaper Graphic ต่างๆ แต่บริการในยุคนี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

ยุค 2.5G (2.5 Generation)
 หลังจากนั้นเป็นยุคที่อยู่ระหว่าง 2G และ 3G ซึ่งก็คือ 2.5G ใน 2.5G นี้เป็นยุคที่มีการนำเทคโนโลยี GPRS (General Packet Radio Service) มาใช้ เพื่อเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลให้มากกว่ายุค 2Gเทคโนโลยี GPRS สามารถส่งข้อมูลได้ที่ความเร็วสูงสุดถึง 115 kbps แต่ ความเร็วของ GPRS ในการใช้งานจริงจะถูกจำกัดให้อยู่ที่ประมาณ 40 kbps เท่านั้น ซึ่งในยุค 2.5G นั้นจะเป็นยุคที่เริ่มมีการใช้บริการในส่วนของข้อมูลมากขึ้น และการส่งข้อความก็พัฒนาจาก SMS มาเป็น MMS โทรศัพท์มือถือก็เริ่มเปลี่ยนจากจอขาวดำมาเป็นจอสี เสียงเรียกเข้า จากเดิมที่เป็นเพียง Monotone ก็เปลี่ยนมาเป็น Polyphonic รวมไปถึง True tone ต่างๆ ด้วย

ต่อมาในยุค 2.75G คือยุคที่ต่อเนื่องมาจาก GPRS แต่จะมีการพัฒนาความเร็วในการส่งข้อมูลเพิ่มสูงขึ้น และเรียกเทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลว่า EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution) ซึ่งจะมีความเร็วมากกว่า GPRS ประมาณ 3 เท่า หรือมีความเร็วสูงสุดประมาณ 384 kbps แต่มีความเร็วในการใช้งานจริงประมาณ 80-100 kbps

ยุค 3G (Third Generation)
 เทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3 นั้นจะเป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานการรับส่งข้อมูล และเทคโนโลยีที่อยู่ในปัจจุบันเข้าด้วยกัน รวมทั้งส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สาย (Wireless) ที่ความเร็วที่สูงกว่ายุค 2.75G นอกจากนี้ 3G ยังสามารถให้บริการมัลติมีเดียได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การรับส่งข้อมูลแอพพลิเคชั่น (Application) รวมทั้งบริการระบบเสียงดีขึ้น เช่น การรับส่ง File ที่มีขนาดใหญ่ การใช้บริการ Video/Call Conference ดาวน์โหลดเพลง ชมภาพยนตร์แบบสั้นๆ ดู TV Streaming ต่างๆได้

ความโดดเด่นของ 3G
สามารถรับส่งข้อมูลโดยจะเน้นการเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วยความเร็วสูง ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีรูปแบบใหม่ๆมากขึ้น สามารถให้บริการระบบเสียงและแอพพลิเคชั่นรูปแบบใหม่ เช่น เครื่องเล่นวีดีโอ ฟังเพลง Mp3 ดาวน์โหลดเกม แสดงกราฟฟิก และการแสดงแผนที่ตั้งต่างๆ ทำให้การสื่อสารเป็นแบบอินเตอร์แอคทีฟ สร้างความสนุกสนาน และสมจริงมากขึ้น รวมถึงการให้บริการ Mobile banking เช่น การโอนเงิน เช็คยอดเงิน ซื้อขายของ ซึ่งจะทำให้ชีวิตสะดวกสบายและคล่องตัวขึ้นโดยโทรศัพท์เคลื่อนที่เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์แบบพกพา วิทยุส่วนตัว และกล้องถ่ายรูป ผู้ใช้สามารถเช็คข้อมูลใน account ส่วนตัว เพื่อใช้บริการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น self-care (ตรวจสอบค่าใช้บริการ) แก้ไขข้อมูลส่วนตัว ใช้บริการข้อมูลต่างๆ เช่น ข่าวเกาะติดสถานการณ์ ข่าวบันเทิง ข้อมูลด้านการเงิน ข้อมูลการท่องเที่ยว และ ตารางนัดหมายส่วนตัว

4G ระบบโทรศัพท์มือถือที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบ เชื่อกันว่าโทรศัพท์มือถือในยุคนี้จะสามารถสนับสนุน แอปพลิเคชันที่ต้องการแบนด์วิธสูงเช่น ความจริงเสมือน 3 มิติ (3D virtual reality) หรือ ระบบวิดีโอที่โต้ตอบได้ (interactive video) เป็นต้น

ระบบปฏิบัติการมือถือ
ซิมเบียน ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในค่ายโนเกีย
วินโดวส์โมบาย จะใช้กับโทรศัพท์มือถือที่เป็น PDA (Personal digital assistants)
ไอโฟน โอเอส ใช้เฉพาะใน ไอโฟน และ ไอพอดทัช"

อ้างอิง http://1234moblile.blogspot.com/2013/04/blog-post_23.html
































ความเป็นมาของโทรศัพท์


ความเป็นมาของโทรศัพท์

โทรศัพท์ถูกประดิษฐ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา โดย ALEXANDER GRAHAM BELL เมื่อปี ค.ศ.1876 (พ.ศ.2419) ระบบโทรศัพท์ประกอบด้วยเครื่องโทรศัพท์ 2 เครื่อง วางห่างกันโดยมีสายไฟฟ้าเชื่อมต่อ ระหว่างเครื่องทั้ง 2 ให้สามารถสื่อสารถึงกัน อาศัยหลักการของการเปลี่ยนสัญญาณเสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้า ส่งไปตามสายไฟฟ้า เมื่อถึงปลายทางสัญญาณไฟฟ้าจะถูกเปลี่ยนเป็นสัญญาณเสียงตามเดิม ในขณะนั้นยังไม่มีชุมสายโทรศัพท์
โทรศัพท์เป็นคำมาจากภาษาอังกฤษ Telephone ซึ่งมาจากภาษากรีก 2 คำ คือ
Tele แปลว่า "ไกล" และ Phone แปลว่าเสียง รวมหมายถึง เสียงในที่ไกล

พ.ศ. 2424
โทรศัพท์ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยสมเด็จพระราชปิตุลาบรมวงศาภิมุขเจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ เจ้ากรมกลาโหมในขณะนั้น ได้ทรงดำรินำวิทยาการด้านการสื่อสารด้วย โทรศัพท์เข้ามาใช้เป็นครั้งแรก โดยทดลองนำเครื่องโทรศัพท์มาติดตั้งที่กรุงเทพฯ และที่ปากน้ำจังหวัดสมุทรปราการ อาศัยสายโทรเลขที่กรมกลาโหมสร้างขึ้น สายแรก คือ กรุงเทพมหานคร-สมุทรปราการ เพื่อแจ้งข่าวเรือเข้าออกระหว่างกรุงเทพฯ กับสมุทรปราการ ต่อมามีการจัดตั้งกรมโทรเลขขึ้นในปี 2426 และเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านโทรศัพท์ด้วย

พ.ศ. 2450 
                ตั้งชุมสายโทรศัพท์แห่งแรก ติดตั้งระบบโทรศัพท์ไฟกลางใช้พนักงานต่อ (CENTRAL BATTERY : CB) ชุมสายโทรศัพท์ ระบบแรกที่ถูกผลิตขึ้นมา เป็นชุมสายกึ่งอัตโนมัติ การติดต่อต้องผ่านพนักงาน ผู้ซึ่งทำหน้าที่ ต่อสายระหว่างผู้เช่าทั้ง 2 ทาง โดยติดตั้งที่โทรศัพท์กลางวัดเลียบ

พ.ศ. 2471
                ให้บริการโทรศัพท์ทางไกล บริการโทรศัพท์ได้ขยายขอบข่ายครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ธนบุรี และยังสามารถใช้ติดต่อกับ จ.สมุทรปราการ นนทบุรี และนครปฐม

พ.ศ. 2478
 เริ่มใช้ชุมสายระบบ STEP BY STEP กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม โดยพลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชร อัครโยธิน ได้สั่งซื้อเครื่องชุมสายโทรศัพท์ระบบอัตโนมัติ STEP-BY-STEP จากประเทศอังกฤษ เป็นชุมสายโทรศัพท์ระบบแรกที่ผู้เช่าสามารถหมุนหน้าปัดถึงกันได้โดยตรง ทำการติดตั้งที่โทรศัพท์กลางวัดเลียบ 2,300 เลขหมาย และโทรศัพท์กลางบางรัก 1,200 เลขหมาย เปิดบริการครั้งแรก เมื่อ 24 กันยายน 2480 และเพิ่มชุมสายโทรศัพท์กลางขึ้น 2 แห่ง คือ ชุมสายเพลินจิต และชุมสายสามเสน


พ.ศ. 2497
                สถาปนาเป็นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้ง องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม โดยแยกจากกองช่างโทรศัพท์ กรมไปรษณีย์โทรเลข ให้บริการโทรศัพท์ ในเขตนครหลวง ประกอบด้วย ชุมสายวัดเลียบ ชุมสายบางรัก ชุมสายเพลินจิต และชุมสาย สามเสน พนักงาน 732 คน ทรัพย์สิน 50 ล้านบาท

 พ.ศ. 2507
                ติดตั้งชุมสายครอสบาร์ในนครหลวง และรับโอนโทรศัพท์ทางไกลนำชุมสาย CROSS BAR มาติดตั้งที่ชุมสายชัยพฤกษ์เป็นแห่งแรก และที่ชุมสายทุ่งมหาเมฆอีก 4,000 เลขหมาย รับโอนชุมสายโทรศัพท์ในภาคกลางภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากกระทรวงคมนาคม จนปี 2512 จึงรับโอนชุมสายโทรศัพท์จากภาคเหนือ และภาคใต้ มาอยู่ในความรับผิดชอบครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ
  
พ.ศ. 2517
                เปลี่ยนเลขหมายเป็น 6 หลัก 22 มิถุนายน ดำเนินการตัดเปลี่ยนเลขหมายโทรศัพท์ (CUT OVER) ในชุมสายระบบ CROSS BAR จาก 5 ตัว เป็นเลขหมาย 6 ตัว ยกเว้นชุมสาย STEP-BY-STEP 3 ชุมสาย คือ บางรัก, พหลโยธิน และสามเสน จำนวน 20,000 เลขหมาย

พ.ศ. 2519
                เปลี่ยนใช้เลขหมายโทรศัพท์ 7 ตัว ในนครหลวง 24 เมษายน ตัดเปลี่ยนเลขหมายโทรศัพท์ในเขตนครหลวง จาก 5 ตัว และ 6 ตัว เป็นเลขหมาย 7 ตัว ทั้งหมด และในเขตโทรศัพท์ภูมิภาค เปลี่ยนเป็นเลข 6 ตัว ทุกชุมสาย
  
พ.ศ. 2521
 ให้บริการโทรศัพท์ไร้สาย นำบริการโทรศัพท์ไร้สาย (MULTI ACCESS RADIO TELEPHONE) มาให้บริการแก่ผู้อยู่นอกพื้นที่ข่ายสายโทรศัพท์ทั่วประเทศ โดยให้บริการในรัศมี 30 กิโลเมตร รอบชุมสายที่ติดตั้งสถานีฐาน
  
พ.ศ. 2522
                เปิดบริการโทรศัพท์สาธารณะแบบไม่มีผู้ดูแล นำโทรศัพท์สาธารณะแบบผู้ใช้หยอดเหรียญ (BOOTH) และไม่มีผู้ดูแล มาติดตั้งในเขตโทรศัพท์นครหลวง 100 เครื่อง และเปิดใช้โทรศัพท์ทางไกลอัตโนมัติทางเดียวแห่งที่ 2 กรุงเทพฯ - พัทยา
   
พ.ศ. 2525

               ให้บริการโทรศัพท์สาธารณะทางไกลอัตโนมัติ เปิดบริการโทรศัพท์ทางไกลสาธารณะอัตโนมัติ 20 แห่ง ในเขตโทรศัพท์นครหลวง เป็นครั้งแรก 

พ.ศ. 2526
เปิดใช้ชุมสายโทรศัพท์ระบบ เอส พี ซี นำชุมสายโทรศัพท์ระบบ SPC (STORED PROGRAM CONTROL) มาใช้ครั้งแรกที่ชุมสายภูเก็ต เปิดบริการโทรศัพท์ทางไกลอัตโนมัติระหว่างไทย - มาเลเซีย

 พ.ศ. 2529
                เปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ นำบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ NMT (NORDIC MOBILE TELEPHONE) 470 MHZ มาเปิดให้บริการ โดยใช้ร่วมกับโครงข่าย SPC ปรับปรุงระบบค้นหาเลขหมาย 13 และ 183 จากการเปิดสมุดโทรศัพท์เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ (COMPUTERIZED DIRECTORY ASSISTANCE SYSTEM  : CDAS) ซึ่งใช้เวลาเพียง 30 วินาที ต่อการค้นหา 1 เลขหมายเท่านั้น

พ.ศ. 2533
                ให้บริการหลากหลายรูปแบบ เปิดบริการโทรศัพท์ทางไกลฟรี 088 (TOLL FREE CALL 088 ) เปิดให้บริการสื่อสารข้อมูลระบบดาต้าเน็ต (DATANET) เปิดให้บริการโทรศัพท์ติดตามตัว (PAGING) โฟนลิงค์ และเพจโฟน เปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบความถี่ 900 MHz
พ.ศ. 2534
สู่เทคโนโลยีนำสมัย เปิดให้สัมปทานโทรศัพท์สาธารณะแบบใช้บัตร (CARDPHONE) ในเขตนครหลวง ติดตั้งสถานีดาวเทียมภาคพื้นดิน เพื่อใช้เป็นโครงข่ายโทรคมนาคมสำรอง เปิดให้บริการสื่อสารข้อมูลเพื่อธุรกิจผ่านดาวเทียม (ISBN) เพื่อรับ-ส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ โทรสาร โทรศัพท์ และอื่นๆ วางระบบเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้น้ำในอ่าวไทย ระยะทาง 1,300 กิโลเมตร ใช้เป็นโครงข่ายพัฒนาระบบโทรคมนาคมการติดต่อสื่อสารทางภาคใต้ของประเทศ เปิดโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงตามเส้นทางรถไฟสายหลักของประเทศ 3 สาย คือ สายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ และสายใต้ รองรับความต้องการใช้โทรศัพท์ทางไกล ในเขตภูมิภาคและนครหลวง เปิดบริการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (TELECONFERENCE)

พ.ศ. 2536
 ความก้าวหน้าของบริการ และโครงการใหญ่
- เปิดให้บริการโทรศัพท์สาธารณะทางไกลต่างประเทศชนิดหยอดเหรียญ
[INTERNATIONAL SUBSCRIBER DIALING COIN PHONE : ISD]
- เปิดให้บริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอล (ISDN) เปิดบริการระบบข้อมูลธุรกิจ (VIDEOTEX)
- เปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สาธารณะ แบบใช้บัตรบนรถโดยสารปรับอากาศรุ่นใหม่ (ใช้ก๊าซธรรมชาติ NGV) โดยต่อเชื่อมโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 470 MHz เข้ากับ Card Phone

 พ.ศ. 2541
มกราคม เปิดให้บริการโฮมคันทรีไดเร็ค (Home Country Direct  : HCDS) ระหว่างไทยและมาเลเซีย ด้วยรหัส 1800-8000-66
ธันวาคม เปิดให้บริการโทรศัพท์สาธารณะแบบใช้ TOT CARD ระยะแรกติดตั้งในเขตนครหลวง และภูมิภาคบางส่วน รวมทั้งให้บริการในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้ง 13 

พ.ศ. 2543
                14 ม.ค. เปิดให้บริการอินเตอร์เน็ตสาธารณะที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นครั้งแรก เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศ มีโอกาสใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ในอัตราครั้งละ 3 บาท
1 พ.ค. ปรับปรุงอัตราค่าบริการโทรศัพท์สาธารณะทางไกลภายในประเทศ เป็นอัตรา 3, 6, 9, 12, 12, 12 บาท/นาที  ลดค่าเช่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 470 MHz จากอัตรา 450 บาท/เดือน เป็นอัตรา 300 บาท/เดือน   ปรับปรุงอัตราค่าบริการโทรศัพท์ PIN PHONE 108 โทรในท้องถิ่น 3 นาที/ บาท โทรทางไกลภายในประเทศอัตรา 3, 6, 9, 12, 12, 12 บาท/นาท
ส.ค. เปิดบริการโฮมคันทรีไดเร็ค โทรจากประเทศไทยไปมาเลเซีย (1800-0060-99 , 1800-0060-88) โทรไปสิงค์โปร์ (1800-0065-99) โทรไปไต้หวัน (1800-0886-10)

พ.ศ. 2545
1 ม.ค. เปิดให้บริการ TOT online "1222" ในอัตรา 3 บาท ทั่วประเทศ
6 ก.พ. เปิดให้บริการ e-learning การเรียนการสอนทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต
25 มี.ค. เปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 1900 MHz THAI MOBILE เป็นการดำเนินการร่วม
ระหว่างกสท. และ ทศท
 17 พ.ค. ให้บริการอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม ระหว่างกรมอุตุนิยมวิทยากับ ทศท
29 พ.ค. PIN Phone 108 สามารถใช้บริการ AUDIOTEX ได้
31 ก.ค. แปลงสภาพเป็น บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 
(TOT Corporation Public Company Limited) 
9 ส.ค. เปิดให้บริการ TOT POSTPAID บริการบัตรรหัสโทรศัพท์ และบริการ PRIVATE NET บริการโครง                 ข่ายเฉพาะกลุ่ม บนโครงข่าย IN
12 ก.ย. เปิดให้บริการ BROADBAND-ISDN บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

พ.ศ. 2547
4 ก.พ. เปิดให้บริการโครงการการให้บริการระบบเครือข่ายสำหรับ Electronic Draff Capture (EDC Network Pool) ภายใต้ชื่อการค้า “EDC Pool”
1 ก.ค. เปิดบริการโทรต่างประเทศผ่านรหัส 007 นาทีละ 9 บาท 9 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง ไต้หวัน เยอรมัน และสิงคโปร์
30 ส.ค. เปิดให้บริการชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์ ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทั่วประเทศ คิดอัตราค่าบริการ 10 บาท/1 ใบแจ้งหนี้
20 ต.ค. เปิดบริการโทรทางไกลระหว่างประเทศผ่านรหัส 007 ครอบคลุม 212 ประเทศทั่วโลก อัตราค่าบริการ 9 – 45 บาท / นาที และบริการโทรทางไกลระหว่างประเทศผ่านรหัส 008 ครอบคลุม 151 ประเทศทั่วโลก อัตราค่าบริการ 6 – 32 บาท / นาที
15 พ.ย. บมจ.ทศท ร่วมกับ ฮัทชิส้น ซีเอที ไวร์เลส มีเดีย เปิดให้บริการรับชำระค่าบริการรายเดือน โทรศัพท์เคลื่อนที่ HUTCH ได้ที่ ศูนย์บริการลูกค้า ทศท ในเขตนครหลวง โดยไม่เสีย ค่าธรรมเนียม

พ.ศ. 2548
4 ม.ค. เปิดรับชำระค่าบริการ (Easy Buy) ผ่านศูนย์บริการลูกค้า ทศท ในเขตนครหลวง
1 ก.ค. เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (TOT Public Company Limited)
4  ส.ค.ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง  และแบบที่สาม และใบอนุญาตให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบที่หนึ่ง จาก กทช. ซึ่งออกให้ตามมาตรา 70 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม
23 ส.ค. ศูนย์บริการลูกค้าทีโอทีในเขตนครหลวง เป็นตัวแทนรับชำระค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ AIS และบริษัท DPC
1 ก.ย. ศูนย์บริการลูกค้าทีโอทีในเขตนครหลวง เปิดรับชำระค่าบัตรเครดิต HSBC และเปิดชำระค่าไฟฟ้าจังหวัดปทุม


อ้างอิง https://wiki.stjohn.ac.th/groups/poly_electronics/wiki/29947/5.html